1/17/2015

โรงเตี๊ยมถังโอ ถ้ำงอบ

ห้องอาหาร

 หมวด: Content in Thai

โรงเตี๊ยมถังโอ มีอาหารยูนนานขนานแท้ไว้บริการ ขอเชื้อเชิญทุกท่านมาลิ้มลอง อาทิ เช่น

เส้นทางสู่หมู่บ้าน :

สามารถเลือกเดินทางได้ 2 เส้นทางดังนี้
  1. มาตามถนน 107 สาย เชียงใหม่ - ฝาง พอมาถึงเชียงดาว ให้เลี้ยวซ้ายมาตามถนนหมายเลข 1178 ไปตามป้ายเส้นทางไปดอยอ่างขางถึงแยกป้ายเวียงแหงให้มุ่งหน้าเข้าสูู่ถนนหมายเลข 1340 จนถึงหมู่บ้านอรุโณทัย จากนั้นเดินทางต่อไปอีกประมาณ 17 กิโลเมตร ก็จะถึงหมู่บ้านถ้าง้อบ
  2. ไปทางถนนสาย 107 เลยอำเภอเชียงดาวไปทางอำเภอไชยปราการ ถึงหลักกิโลเมตรที่ 128 เลยโรงเรียนไชยปราการประมาณ 50 เมตร เข้าซอยทางด้านซ้ายมือ ระหว่างทางจะมีป้ายบอกตลอดระยะทาง 20 กิโลเมตร จนถึงหมู่บ้านถ้ำง้อบ
ไก่ดำตุ๋นตังกวย ขาหมูตุ๋น กระดูกอ่อนตุ๋นเห็ดหอม หมูพันปี ยำสามสี หมันโถว หยกดำ ยำโอซุ่น และอื่นๆ อีกมากมาย
 ฮิต: 233

ヒノキ Hinoki ฮิโนกิ - ไม้สีอ่อนของญี่ปุ่น

ヒノキ Hinoki ฮิโนกิ - ไม้สีอ่อนของญี่ปุ่น

สวัสดีครับ
วันนี้เป็นตอนพิเศษ 2 ชั่วโมง...ไม่ใช่สิ...ทำเป็นรายการทีวีไปได้
วันนี้ Hinoki SP ครับ!! (ยาวพิเศษ)

Hinoki ชื่อไม้ชนิดนี้ผมเคยพูดถึงไปแล้ว
และตอนนี้มันก็ข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่ที่บ้านผมแล้วครับ ผมเอามาเพราะกะจะเอาไว้เป็นตัวอย่างตอน
ที่ไปหาข้อมูลเรื่องไม้และคุยกับช่างพื้นเพราะว่าผมเคยพยายามที่จะอธิบายยังไงก็ไม่ค่อยจะมีคนเข้าใจ
ว่าสีกับผิวสัมผัสของไม้แบบที่ผมชอบมันเป็นยังไง...ก็เลยทุ่มทุนสร้าง...ปรากฏว่าวันไปบางโพจริง
ไม่ได้ใช้ซะงั้นแต่ยังไงตอนคุยกับช่างปูพื้นก็ต้องใช้ล่ะครับ

สำหรับคนที่ชอบไม้สีอ่อน เจ้า ฮิโนกิ จะดึงดูดคนนั้นอย่างแน่นอน เพราะด้วยสีอ่อนแบบเฉพาะตัวที่
เตะตาต้องใจขนาดนี้ ผมเป็นคนนึงล่ะครับที่ โดนไปเต็มๆ



ใครเคยดูทีวีแชมเปี้ยนเมื่อก่อน พวกตอนที่สร้างบ้านตากอากาศ สร้างห้องอาบน้ำหรืออื่นๆ ก็คงจะ
เคยได้ยินชื่อของเจ้าไม้ชนิดนี้กันบ้างแล้ว



ไม้ Hinoki เป็นไม้ที่มีราคาสูง ไม้ Kiso Hinoki ที่เอามาใช้ปูพื้นที่เกรดสูงๆ มีราคาสูงมาก
ครับ ตีเป็นเงินไทยแล้วก็ประมาณตารางเมตรละ 10,000-17,000 บาทเลยทีเดียวครับ ยิ่งถ้าเป็น 
Momo Hinoki ที่มีอายุถึง 100 ปีนี่มีราคาสูงได้ถึงประมาณ 23,000 บาทต่อตารางเมตรเลยครับ

จริงๆ แล้วเจ้าไม้ Hinoki นี่มันคืออะไรกันแน่ วันนี้เรามารู้จักมันจริงๆ กันดีกว่าครับ



ไม้ฮิโนกิได้จากต้นฮิโนกิหรือต้น ไซเพรส (Cypress) พันธุ์ญี่ปุ่นนั่นเองล่ะครับ
ชื่อในภาษาญี่ปุ่นคือ Hinoki (ヒノキ , 檜)
ชื่อสามัญคือ Japanese Cypress หรือ Hinoki Cypress 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Chamaecyparis obtusa (คามีซิพาริส อ๊อบทูซา)
สำหรับในภาษาไทยแล้วเรียกว่า "ฮิโนกิ" ไปเลยหรือว่า "สนฮิโนกิ" ก็ได้

ฮิโนกิก็คือไซเพรสซึ่งเป็นต้นไม้จำพวกสนชนิดหนึ่ง มีลำต้นตรง สูง ไม่ผลัดใบหรือเรียกว่า
evergreen ต้นสูงได้ถึง 30-40 เมตรและโคนต้นอาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างถึงเมตรได้ ใบมี
ลักษณะเป็นข้อๆ เหมือนเกล็ดซ้อนๆ กัน

ต้นไม้ที่ใกล้เคียงกับ Hinoki มีอีกหลายชนิด เช่น 
- สนซาวาระ (Sawara Cypress - Chamaecyparis pisifera) รูปร่างหน้าตา
คล้ายกันมาก เพราะอยู่ในตระกูล Chamaecyparis เหมือนกัน

- อาสึนาโรหรือฮิบะ (Asunaro / Hiba - Thujopsis dolabrata) อันนี้นี่ไม้มี
คุณสมบัติไม่แพ้ฮิโนกิเลยครับแต่สีเข้มกว่า แต่ในส่วนของคุณสมบัติทางการรักษานี่ไม่แน่ใจครับ

- สนสึกิ (Sugi หรือ Japanese Cedar - Cryptomeria japonica) สีคล้ายกับ
ฮิโนกิแต่ก็ยังเข้มกว่า เป็นไม้สนของญี่ปุ่นโดยตรงจริงๆ ไม่มีที่อื่น ที่จริงแล้วมันไม่ใช่สนซีดาร์
แต่พวกฝรั่งก็เรียกว่าเป็น Japanese Cedar คงเพราะใบมันคล้ายมั้งครับ

สนสึกิกับฮิโนกิทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นตัวที่ทำให้คนญี่ปุ่นจำนวนมากเกิดอาการแพ้ละอองเกสรครับ พอเข้า
ฤดูใบไม้ผลิปุ๊บก็คนที่แพ้ก็ต้องเตรียมตัวป้องกันตัวเองให้ดี ไปไหนมาไหนก็ต้องปิดหน้า ปิดตา ปิดปาก
หรือไม่ก็ต้องอยู่แต่ในห้องแทนที่จะออกไปสูดอากาศข้างนอก แล้วก็ออกไปเท่าที่จำเป็นครับ ไม่งั้น
จามกันกระจุย ใครแพ้มากก็อาจจะถึงกับคันตา น้ำหูน้ำตาไหลกันเลยทีเดียวเชียว 



ไม้ฮิโนกิถูกใช้ทำสิ่งของต่างๆ อย่างเครื่องครัว รองเท้า ของเล่นเด็ก อ่างอาบน้ำ โครงบ้าน ไม้ปูผนัง 
ไม้พื้น เป็นต้น เศษไม้ที่ได้จากการไสกบหรือขึ้เลื่อยติดไฟได้ง่ายแต่ในสภาพที่เป็นแท่งตันๆ มัน
ติดไฟไม่ง่ายนักและถึงติดไฟก็จะไม่ลุกลามเร็วนักครับ ไม้จะมียางและเจ้ายางนี้แหละครับที่ทำให้
มันมีีภูมิคุ้มกันแมลงและเชื้อราตามธรรมชาติ เคยมีการทดสอบเอาเศษไม้ไปให้ปลวกกินพบว่าปลวก
ที่กินเข้าไปตายหมดครับ และยางนี่อีกนั่นแหละที่มันมีกลิ่น เมื่อตัดสดๆ หรือถูแรงๆกลิ่นจะกระจาย
ออกมาเป็นกลิ่นหอมแบบออกเปรี้ยวครับ



นอกจากมันจะมีคุณสมบัติที่ทำให้แมลงไม่ชอบ ราไม่ขึ้นแล้ว ผมได้ยินว่าเจ้าไม้ชนิดนี้ยังทนต่อ
ความชื้นด้วยครับ และข้อสำคัญอีกอย่างที่ผมรู้มาคือมันจะไม่ผุง่ายๆ ว่ากันว่าโครงสร้างที่ใช้ไม้ฮิโนกิ
นี้จะอยูู่่ได้ถึงเป็นพันปี ปราสาทโอซาก้าและวัดโฮริวจิที่จังหวัดนาราซึ่งอายุกว่า 1300 ปีก็สร้างด้วย
ไม้ชนิดนี้ รวมถึงวัดและศาลเจ้าอีกหลายแห่งด้วยครับ



เจ้าฮิโนกิยังมีประโยชน์ในแง่ของสุขภาพอีกด้วยนะครับ น้ำมันฮิโนกิให้ผลในการรักษาอย่างมากเพราะ
มีส่วนประกอบของแร่ธาตุต่างๆ และเอสเซนเชี่ยลออยล์ จึงถูกใช้ผลิต สบู่ น้ำหอม และอื่นๆ 

ปกติยางของไม้จำพวกสนจะก่อให้เกิดความระคายเคืองกับผิว แต่น้ำมันฮิโนกิกลับอ่อนโยนต่อผิวครับ
สมัยก่อนมันถูกใช้ในการรักษาอาการระคายเคืองกับผิว เพราะว่ามันมีสารที่ต้านฤทธิ์ของแบคทีเรีย
และเชื้อราได้ ถ้าสูดเอาไอระเหยเข้าไปมันก็จะทำหน้าที่เป็นยาลดอาการคัดจมูกได้ ให้ผลดีต่อระบบ
ทางเดินหายใจและยังใช้ในการรักษาโรคหืดหอบ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นบำรุงระบบประสาทได้อีกด้วย
ทำให้น้ำมันฮิโนกิถูกใช้ในพวกอโรม่าเธอราพีในการช่วยลดความเครียดครับ


ถึงตรงนี้เราก็ได้รู้จักเจ้าไม้ฮิโนกิกันไปพอสมควรแล้ว
ว่าแล้าเราก็มาดูหน้าตามันกันดีกว่า เป็นไม้ที่ผมเอามาเพื่อจะใช้เป็นตัวอย่างครับ
เป็นไม้ Kiso Hinoki ซึ่งก็ถือว่าเป็นไม้ Hinoki ที่ราคาสูงตามที่ได้บอกไว้ด้านบน..ก็จะซื้อมาทั้งที
แล้วนี่เนอะเอาให้สุดไปเลยละกัน...จริงๆ แล้วมันเป็นเขียงแต่ผมเสียดายที่จะใช้เป็นเขียงเลยเอามา
ทำโต๊ะเคลื่อนที่ซะแทน (ฮ่าๆๆ) ก็ขนาดมันกะลังดีเลย 21x42 cm วางพาดที่ขาได้พอดี....สรุปว่าก็
โดนค่าใช้จ่ายรวมค่าส่งไปราวๆ 2200 บาทได้ 

นี่ครับเจ้า Hinoki ที่ว่า...



ไม้มีสีน้ำตาลเหลืองอ่อนๆ อมชมพูนิดๆ สีสวยเลยทีเดียวครับ เอามือลูบไปนี่ผิวหน้าก็เนียนมือมาก
...เอ่อ นี่ไม้นะครับไม่ใช่คน แต่ในรูปที่ถ่ายได้นี่สีเหลืองมันไม่ค่อยออกมาให้เห็นเลย แล้วก็เพราะ
เป็นเขียงเค้าก็เลยใช้ไม้คนละด้านกับเวลาที่ทำไม้พื้นครับ ตอนแกะออกมาใหม่ๆ นี่กลิ่นฟุ้งเลยครับ 
หอมแบบเปรี้ยวๆ ตอนแรกแค่อ่านมาก็นึกไม่ออกว่าเป็นยังไง ตอนนี้เข้าใจแล้วครับ มันไม่เหมือน
มะนาวแต่มันแบบ..มันบรรยายยากง่ะ ผมว่ากลิ่นมันเฉพาะตัวมากๆ เลย ถ้าก้มหน้าเข้าไปดมเต็มๆ
บางคนก็อาจไม่ชอบ แต่ผมชอบครับกลิ่นธรรมชาติดีแล้วถ้ามันกระจายมาในอากาศแบบจางๆ นี่
ผมว่าสดชื่นดีครับ 

น้ำหนักไม้ก็ไม่มากครับทั้งๆ ที่หนาตั้ง 1 นิ้ว แต่น้ำหนักไม่เท่าไหร่ครับ นี่กลายเป็นข้อดีของไม้
ชนิดนี้ไปครับเพราะว่าไม้แข็งแรงแต่ว่ามีน้ำหนักเบา

อันนี้วางเทียบกับไม้ยางครับ สีต่างกันเยอะเหมือนกันนะครับนี่



สีเฉพาะตัวมากๆ ครับ มันไม่ได้ออกไปทางเหลืองๆ อย่างไม้สนที่เห็นๆ กันในบ้านเราหรืออย่าง
ไม้ยางคือผมไม่เคยเห็นไม้อะไรในบ้านเราที่สีแบบนี้ นี่ถ้าได้มันมาปูพื้นห้องนี่นะ 555 แค่ราคาก็
ปวดหัวแล้วครับ 

เนื้อไม้มีเหลือบนิดๆ ตามเนื้อไม้ธรรมชาติ



อีกอย่าง คือลายครับ ไม้สีอ่อนแต่ว่ามีลายชัดเจน ต่างจากพวกไม้ยาง หรือสนที่ไม่ค่อยเห็นลายไม้ 
แต่ดูๆ ไปบางทีผมก็ว่าเหมือนเนื้อปลามากุโร่ยังไงไม่รู้



เห็นแล้วหิว ฮ่าๆๆ 



สุดท้ายลูกกลมครับ เอาไว้แช่น้ำอุ่นอาบ พอเอาไปแช่ไว้สัก 10-20 นาทีแล้วกลิ่นขึ้นเลยครับ
อย่างที่บอกละครับว่าเอามาดมตรงๆ บางคนอาจไม่ค่อยชอบกลิ่นนั้นแต่พอเอาไปแช่น้ำอุ่นแล้วให้
กลิ่นมันปนขึ้นมากับไอน้ำแล้วรู้สึกสดชื่นครับ



ผมเป็นคนแพ้ง่าย...ผมไปทดสอบภูมิแพ้มาการทดสอบจะทำ 10 อย่างผมก็แพ้หมด 10 อย่างครับ
เป็นหืดหอบด้วย มาลองใช้เจ้านี่แล้ว ผมว่าเวลาที่สูดกลิ่นเข้าไปเต็มๆ นี่รู้สึกจมูกโล่งดีครับแต่ว่าผม
มาออกอาการแพ้ที่ตาแทน (ซะงั้นน่ะ) คือจะคันตา แล้วถ้าเอาน้ำที่แช่แล้วมาล้างหน้าแล้วน้ำเข้าตา
นี่ได้เรื่องเลยครับ คัน...แต่ตามตัวไม่เป็นไรครับ...ก็สรุปว่าผมต้องใช้ให้พอดีไม่มากไปไม่น้อยไป
ครับ ก็จะได้ประโยชน์คือช่วยเรื่องระบบทางเดินหายใจแต่อาการแพ้ยังไม่เกิด

แต่ว่าที่เอามานี่ผมก็ยังกลัวอยู่นิดๆ นะครับกลัวว่ามันจะไม่เหมาะกับอากาศบ้านเรากลัวไม้เสียครับ...
ถ้าเกิดมันเสียขึ้นมาละก็เสียดายแย่เลย  ..ก็ต้องรอดูกันต่อไปล่ะครับ ว่ามันจะเป็นยังไง

สำหรับในไทยเราอาจจะได้ใช้ไม้ชนิดนี้กันในอนาคตก็ได้ครับ เพราะผมเคยเปิดไปเจอในเวบของ
โครงการหลวงหรือไงนี่แหละ รู้สึกว่าทางเหนือเราจะมีปลูกแล้ว เรียกชื่อทับศัพท์ญี่ปุ่นเลยว่า "สนฮิโนกิ" 

วันนี้ยาวกว่าทุกทีเลย....
ก็ ขอจบการรายงานเพียงเท่านี้ครับ

"พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง" ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก "ดอยฝิ่น" สู่ "ดอยคำ"

"พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง" ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก "ดอยฝิ่น" สู่ "ดอยคำ"

ดูภาพชุดจาก Manager Multimedia
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
1 ธันวาคม 2557 16:50 น.
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงก่อกำเนิด"โครงการหลวง" และโรงงานหลวงฯ
        ด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์จะ “ช่วยชาวเขา ช่วยชาวเรา ช่วยชาวโลก” และทรงต้องการพัฒนาความเป็นอยู่ของพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารให้อยู่ดีกินดี จึงเกิดเป็น “โครงการหลวง” ที่ส่งเสริมให้ราษฎรเพาะปลูกทำการเกษตร จำพวกผักและผลไม้เมืองหนาว แทนการปลูกฝิ่นทีีมีมาแต่ดั้งเดิม 
      
       นอกจากนั้น ยังมีพระราชดำริให้ก่อสร้าง “โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง)” ขึ้นที่หมู่บ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2515 เพื่อรองรับผลผลิตทางการเกษตรนำมาแปรรูปเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่งอนและดอยอ่างขาง ซึ่งต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้เข้ารับช่วงการดำเนินงานของโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป จัดตั้งเป็นบริษัทโดยใช้ทะเบียนการค้า “ดอยคำ” ที่เน้นผลิตสินค้าจากผลิตผลของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสนับสนุนสินค้าเกษตรไทย และพัฒนาสินค้าที่มีคุณค่าทางอาหาร เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาครั้งใหญ่ จาก "ดอยฝิ่น" สู่ "ดอยคำ" นั่นเอง
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
วิวทิวทัศน์เมื่อมองลงมาจากศาลเจ้าแม่กวนอิม ทางซ้ายคืออาคารโรงงานหลวงที่1 ขวาคือ อาคารพิพิธภัณฑ์ฯ
       
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ฯ กล่าวต้อนรับ สู่พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1
        หลังจากก่อตั้งโรงงานมา 30 กว่าปี ในเดือนตุลาคม ปี 2549 ได้เกิดพิบัติภัยน้ำท่วมและดินโคลนถล่ม สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนในตำบลแม่งอน ตำบลแม่ข่า อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงโรงงานหลวงฯ ด้วยเช่นกัน
      
       จากความเสียหายในครั้งนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรความเสียหาย บริเวณบ้านยางและโรงงานหลวงฯ และมีพระราชกระแสรับสั่งให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ดำเนินการฟื้นฟูและพัฒนาโรงงานหลวงฯ ให้เป็น “พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง)" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านอุตสาหกรรมการเกษตรแปรรูป เพื่อเกื้อหนุนและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาชุมชนโดยรอบ เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงแนวพระราชดำริในการพัฒนา และเพื่อความคงอยู่อย่างยั่งยืนของโรงงานหลวงฯ
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
ห้องจัดแสดงวัตถุสะสม เป็นสิ่งของจากชาวบ้านชุมชนบ้านยาง ที่บริจาคให้นำมาจัดแสดง
       
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ฯ บรรยายความเป็นมาของโครงการหลวงดอยคำ
        นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง)” แหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดหากได้มาเยือน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งนอกจากจะได้ทราบถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพัฒนาประเทศอย่างรอบด้านและยั่งยืนในรูปแบบพิพิธภัณฑ์พื้นที่ที่มีชีวิต (Living Site Museum) ซึ่งประกอบไปด้วยอาคารนิทรรศการ โรงงานหลวงฯ และชุมชนบ้านยางแล้ว ก็ยังจะได้เลือกซื้อเลือกชมผลิตภัณฑ์ “ดอยคำ” เป็นของกินของฝากได้อีกด้วย
      
       ก่อนอื่นขอเชิญเข้ามาชมด้านในพิพิธภัณฑ์กันก่อน ภายในจัดแสดงใน 3 หัวข้อหลัก คือ โครงการหลวง โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง) และบริษัทดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด โดยจะมีเจ้าหน้าที่นำชมภายในพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
รถยนต์คันแรก ที่ได้รับพระราชทาน เมื่อเริ่มก่อตั้งโรงงานหลวงที่ 1
       
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
นิทรรศการ จัดแสดงภาพถ่าย ขั้นตอนกระบวนการผลิตของโรงงานหลวง
        ในห้อง “กำเนิดโครงการหลวง” มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่จัดแสดงไว้ ไม่ว่าจะเป็นหม้อ ไห กระทะ โดยเป็นข้าวของที่ได้รับบริจาคและให้ยืมจากเจ้าของที่อาศัยในชุมชนบ้านยาง จัดแสดงไว้เพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ชุมชนและความหวงแหนในสมบัติของบรรพบุรุษ
      
       นอกจากนั้นยังมีความเป็นมาของกำเนิดโครงการหลวง ที่เกิดขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวไทยภูเขาเขตจังหวัดภาคเหนือ และทอดพระเนตรเห็นป่าไม้บนเขาที่ถูกทำลายจากการปลูกฝิ่น อีกทั้งสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น พระองค์จึงทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ จนกลายมาเป็น “โครงการหลวง” ในบริเวณนี้ยังมีภาพถ่ายเก่าแก่สมัยที่ในหลวงเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือให้ชมกันด้วย
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
อุปกรณ์โรงงานที่โดนน้ำท่วม ถูกเก็บเอามาไว้จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์
       
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดอยคำ
        ส่วนในห้อง “กำเนิดโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 (ฝาง)” ห้องนี้มีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของโรงงานหลวงฯ ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ภายในห้องมี “รถโฟล์ค” ซึ่งเป็นรถยนต์พระราชทานเมื่อแรกก่อตั้งโรงงานหลวงฯ มีรูปภาพเก่าเมื่อครั้งในหลวงและสมเด็จพระราชินีฯ เสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์ไปทรงเยี่ยมบ้านยาง และโรงงานหลวงฯ เมื่อปี 2516 อีกด้วย
      
       ในห้องนี้ยังจัดแสดงภาพถ่ายบรรยากาศและผู้คนในชุมชนบ้านยางที่มีทั้งชาวไทยและชาวจีนที่สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนยูนนาน ชาวไทยใหญ่ (ฉาน) และชาวไทยภูเขา และมีการดำเนินวิถีชีวิตมากว่า 50 ปี ผสมผสานการนับถือศาสนาของชาวพุทธ คริสต์ อิสลาม และการนับถือผีกันอย่างร่มเย็นภายใต้พระบรมโพธิสมภาร อีกทั้งในห้องนี้ยังมีเครื่องจักรในโรงงานหลวงฯ ที่ถูกน้ำน้ำป่าพัดถล่มมาจัดแสดงไว้ให้ชมอีกด้วย
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
สถานีอนามัยพระราชทาน ใกล้บันไดทางขึ้นไปศาลเจ้าแม่กวนอิม
       
พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงฯ ฝาง ชมพิพิธภัณฑ์มีชีวิต จาก ดอยฝิ่น สู่ ดอยคำ
ทัศนียภาพด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ เห็นศาลเจ้าแม่กวนอิมอยู่ด้านบนเนินเขา
        ก่อนจะออกจากพิพิธภัณฑ์อย่าลืมแวะซื้อแวะชมผลิตภัณฑ์ “ดอยคำ” และทราบถึงประวัติและบทบาททางสังคมของบริษัทฯ และมีพื้นที่สำหรับผู้สนใจศึกษาข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ โรงงานหลวงฯ และชุมชนโดยรอบที่บริเวณชั้นลอยของห้องอีกด้วย
      
       และสำหรับคนที่อยากเดินชมบรรยากาศของชุมชนบ้านยาง ก็ต้องไม่พลาดไปสักการะศาลเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้านยางที่นับถือพระพุทธศาสนา และมีเทศกาลกินเจร่วมกันทุกศาสนาในวันตรุษจีน แวะชมสถานีอนามัยเก่าที่ในหลวงโปรดให้สร้างพระราชทานแก่ชาวชุมชนบ้านยาง รวมถึงชมบ้านดิน ที่ยังคงมีหลงเหลือให้เห็นอยู่ไม่กี่หลังในหมู่บ้าน โดยบ้านดินเป็นบ้านที่ชาวจีนยูนนานสร้างไว้เมื่อเข้ามาตั้งรกรากที่บ้านยาง อีกทั้งไม่ไกลกันมากนักยังเป็นที่ตั้งของน้ำตกบ้านยางน้ำตกขนาดเล็กที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของหมู่บ้านอีกด้วย
      
       “พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง)” จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญใน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศแบบบูรณาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่และความหลากหลายของชุมชนอย่างแท้จริง
      
       
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 

      
       พิพิธภัณฑ์โรงงานหลวงที่ 1 (ฝาง) ตั้งอยู่ที่ 72 หมู่ 2 ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้เข้าชมฟรี เวลา 08.30-16.30 น. โดยจะปิดบริการเฉพาะวันจันทร์ (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) และวันหยุดประจำปี 15-30 กันยายนของทุกปี ส่วนเวลาทำการของร้านขายของที่ระลึกคือ 08.00-17.00 น. ปิดวันจันทร์ (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)
      
       การเดินทาง จากเชียงใหม่มุ่งหน้าอำเภอฝาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 ระยะทาง 150 กม. ถึงแยกอ่างขางแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกเพียง 9 กม.