4/24/2012

The New York Times, April 21 2012


The New York Times

April 21, 2012

Travel Dispatch

Are Travel Agents Back?

By MICHELLE HIGGINS
In the age of apps, travel agents can seem a bit quaint. Yet the industry is showing signs of growth. We profiled six rising stars to learn why, and to find out what they can do for you.
Soraya Darabi on a cable car in Seoul.
Q&A

The Tech-Savvy Traveler

By RACHEL LEE HARRIS
Ever heard of Uber or Highlight? They're just two of the apps Soraya Darabi, an adviser for digital start-ups, is using these days for travel.



PRACTICAL TRAVELER

Flying Through Airport Lines

By CHRISTINE NEGRONI
How to trim the time you spend in line next time you travel.
CULTURED TRAVELER

Trailing a Master Photographer in Los Angeles

By SAM LUBELL
Julius Shulman photographed some of the most iconic structures in Los Angeles, including Case Study House 22 and the Eames House. Here's how you can visit them.

How to Hunt Bigfoot

By AMANDA PETRUSICH
With doughnuts, headlamps and feral howls, the author joins a sasquatch stakeout.
Scenes in Puebla, Mexico.

36 Hours in Puebla, Mexico

By FREDA MOON
A vibrant array of colors. The New World's oldest library. Cuisine that includes mole, corn fungus and cactus. Find it all during a weekend in Puebla, Mexico.
A $100 Weekend in Melbourne
FRUGAL TRAVELER BLOG

A $100 Weekend in Melbourne

By SETH KUGEL
Melbourne, Australia's graceful, lively and remarkably clean second city, might be an expensive place to live, but it offers some great opportunities for a frugal visit.
Fried chicken at Yardbird Southern Table & Bar in Miami Beach, Fla.
BITES

Restaurant Report: Yardbird in Miami Beach, Fla.

By STEVEN RAICHLEN
Fried chicken is paired with waffles. Biscuits emerge from ovens every half-hour. Budget drinkers consult the "Yard Sale" wine list. And this is Miami Beach?
At the newly expanded Deschutes Brewery in Bend, Ore.
HEADS UP

Bend, Ore., a Brewer's Town

By LUCY BURNINGHAM
A city of 80,000 people and nine breweries, Bend has one of the highest brewery-to-resident ratios in the country.

CHECK IN, CHECK OUT

Hotel Review: Boca Beach Club in Boca Raton, Fla.

By DONNA PAUL
This hotel sits on a private beach, features an infinity pool in the lobby and provides access to a historic resort.
LETTERS

Letters to the Travel Editor

Readers respond to an article on when to buy a plane ticket.


Multimedia

SLIDE SHOW: A Tour of Puebla, Mexico
Puebla's namesake dish, mole poblano, is rich and complex, just like the city itself.
SURFACING
SLIDE SHOW:Independents in Washington
Artists, actors and shopkeepers are turning a once gritty stretch of 14th Street into a creative corridor.
Cucao Beach, Island of Chiloé, Chile, March 14, 2012 For me, traveling is a social experience of exploring untouched natural places. It's a way to enrich the spirit. After a drive bordering the immense and beautiful Huillinco Lake, we arrived at the isolated beach of Cucao on the Pacific. With the strong sound of breaking waves, I felt the power of nature. I felt free and at the same time, insignificant, in the vast and endless beach. After a while, my husband, son and I walked to one another, took hold of one another's hands and silently walked to the horizon. My sister was there and at that precise moment shot the picture. With its year-round green landscape and hills and strong folklore, it was the perfect destination to show my American husband the south of Chile, my native country. ISABEL MARGARITA LONG, Arlington, Va.
SLIDE SHOW: Why We Travel
"With its year-round green landscape and hills and strong folklore, it was the perfect destination to show my American husband the south of Chile, my native country."

Lonely Planet’s 10 places of myth and legend


Lonely Planet’s 10 places of myth and legend

Lonely Planet’s 10 places of myth and legend
Grab a sword and roam fearlessly through Lonely Planet’s 10 legendary destinations of the world. Follow Genghis Khan, King Arthur and Helen of Troy through the ages - but we’d strongly advise against opening that pharoah’s tomb.

Magic and myth
ACTIVITY: Luxor Temple Tour
ShareThis Share This

In this issue
ARTICLE: Day trips from London
TOUR: 25% off kids' travel
ARTICLE: Denmark’s capital of cool
SHOP: 3 for 2 on all books 
ARTICLE: Sights of Central Asia

 
How to drive a hovercraft
How to drive a tank
Have you ever dreamed of soaring skyward with a water jetpack or manning the controls of a tank? Lonely Planet shows you how.
Blast off! SHOP: Travel Book
 
day-trips from London
Best day trips from London
Escape the bustle of Britain’s capital towards dreaming spires and historic castles - all within an hour of London. 
Day trip tips
TOUR: Windsor and Oxford
 
10 sights of Central Asia
Top 10 sights of Central Asia
From the romance of the Silk Road to carnivore-pleasing cuisine, be intoxicated by our beginner’s guide to Central Asia.
‘Stan-tastic
TOUR: Follow the Silk Road
 

รีวิว: หนังสือ Steve Jobs by Walter Isaacson


รีวิว: หนังสือ Steve Jobs by Walter Isaacson


ขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.khajochi.com


มือ 2 ราคา 700.00 บาท รวมส่งพัสดุลงทะเบียนจากเชียงใหม่
ติดต่อ พงศ์ศักดิ์ 081 617 2116 หรือ 
E-mail:  neomart@gmail.com
โอนเงินผ่านธนาคาร ในนาม พงศ์ศักดิ์ และ 
EMS การโอนที่ 081 617 2116


กรุงเทพ 252 441 0442
กสิกร 103 292 7676

สตีฟ จ็อบส์ เป็นมนุษย์ลึกลับ ในระดับที่เข้าใจได้ยาก นอกจากจะเป็นซีอีโอที่ดังที่สุดในยุคสมัยนี้แล้ว เราก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจ็อบส์อีกเลย สิ่งที่หนังสือหลายสิบเล่มอธิบายเกี่ยวกับประวัติของเขา ความคิดของเขา ล้วนแล้วแต่เอามาจากการสัมภาษณ์บุคคลอื่นๆ เพราะนอกจากงาน WWDC, Macworld, Time, Newsweek, AllThingD และ สุนทรพจน์ที่ Stanford แล้ว เราก็ไม่เคยได้เห็นจ็อบส์ในสื่ออื่นอีกเลย

จ็อบส์เป็นคนเก็บตัวขนาดไหน ก็สะท้อนมาที่บริษัทของเขา คือแอปเปิลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งการเก็บความลับมาโดยตลอด แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็มีหนังสือที่กลายเป็นเหมือนมรดกสุดท้ายที่จ็อบส์ฝากเอาไว้ก่อนตาย หนังสือเล่มเดียวที่เราจะได้ฟังทุกเรื่องในชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ จากปากของเขาเอง



ที่มาของหนังสือ

ผู้ชายที่ไม่เคยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมาตลอด 56 ปีที่มีชีวิต อยู่ดีๆ จะมาทำหนังสือของตัวเองเล่มแรก (และเล่มเดียว) ทำไม ?

หนึ่งเลยคือจ็อบส์รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย และสองคือเค้าอยากบันทึกความเป็นตัวตนของเขาให้กับลูกๆ ได้รับรู้ ว่าจริงๆ แล้วพ่อของเขาเป็นคนยังไง แบบเดียวกับที่ศาสตราจารย์แรนดี เพาช์เจ้าของหนังสือ The Last Lecture ทำไว้ (ซึ่งบังเอิญว่าทั้งสองคนตายด้วยโรคเดียวกัน)

จ็อบส์ติดต่อกับ Walter Isaacson เพื่อให้มาเขียนหนังสือชีวประวัติของตัวเขาเองมานานหลายปี ซึ่ง Isaacson ก็ปฏิเสธมาโดยตลอด จนวันนึงที่จ็อบส์ล้มป่วยลง และภรรยาของเขาก็บอกว่า "ถ้าคุณยังอยากจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเขาแล้วล่ะก็ คุณควรจะรีบทำได้แล้ว"




หนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรบ้าง ?

  • จ็อบส์เองก็ใจกว้างพอที่จะเปิดเผยทุกเรื่องแบบหมดเปลือกจริงๆ รวมทั้งไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตหนังสือเล่มนี้ ไม่แม้แต่จะขออ่านรีวิวก่อนตีพิมพ์ด้วยซ้ำ ซึ่งแปลกประหลาดมากสำหรับคนที่ใส่ใจในรายละเอียดขนาดนี้
  • Issacson เก่งมากในการสัมภาษณ์บุคคล และกล่อมให้เขายอมพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ เช่นการที่ Johny Ive ยอมบอกว่าเขารู้สึกแย่ที่จ็อบส์ขโมยเครดิตหลายอย่างไปเป็นของตัวเอง
  • นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้สิทธิ์พิเศษในการขอเข้าสัมภาษณ์ตัวละครสำคัญ เช่น
    • คนสำคัญอย่าง บิลเกตส์, Paul Otellini ซีอีโออินเทล, Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิล
    • คนในครอบครัว, Chrisann Brennan อดีตภรรยา, Lisa ลูกสาวนอกสมรสคนแรก หรือแม้แต่ Jandali พ่อที่แท้จริงของจ็อบส์
    • ทีมงานในบริษัทแอปเปิล ไล่ตั้งแต่ Tim Cook, Johny Ive ไปจนถึงอดีตพนักงานหลายคน
    • และตัวสตีฟ จ็อบส์เอง แม้ในยามที่ป่วยใกล้ตาย
  • ในบางช่วง หนังสือก็ฉลาดพอที่จะไม่เรียบเรียงคำพูดของจ็อบส์ แต่กลับถอดเทปนำสิ่งที่จ็อบส์พูดออกมาทั้งดุ้นเลย
  • มันไม่ใช่หนังสือประวัติของบุคคล แต่ยังรวบรวมเหตุการณ์ ที่มาที่ไป ความขัดแย้ง เบื้องลึกเบื้องหลังของ iPhone, iPod, iPad, Pixar ฯลฯ
  • จากที่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสตีฟ จ็อบส์แทบทุกเล่มที่มี ผมเคยคิดว่าตัวเองรู้จักจ็อบส์เป็นอย่างดีแล้ว แต่หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็พบว่า ที่เคยคิดว่ารู้ มันแค่ 30% เท่านั้น





บริหารงานแบบสตีฟ จ็อบส์

  • ถ้าคุณเคยเห็นรูปผังองค์กรของแอปเปิลที่มีคนแซวว่าแอปเปิลบริหารงานแบบมีจ็อบส์อยู่ตรงกลางคนเดียวทั้งบริษัท .. นั่นไม่ใช่เรื่องล้อเลียน แต่เป็นความจริง
  • จ็อบส์เข้าไปดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในบริษัท ไล่ตั้งแต่ออกไอเดียในสินค้า การขนส่ง กล่องใส่สินค้า พนักงานขาย ไปจนถึงวัสดุที่ทำประตูใน Apple Store
  • จะมี CEO คนไหนที่ออกแบบบันไดในร้านขายของตัวเอง
  • คุณไม่สามารถบริหารงานแบบจ็อบส์ได้ ที่จ็อบส์ทำได้เพราะเขาเป็นอัจฉริยะ (ต้องใช้คำนี้จริงๆ) และ 90% ของสิ่งที่เขาตัดสินใจมักจะถูก
  • ความสามารถพิเศษจริงๆ ของจ็อบส์คือการพูด ที่กล่อมคนให้เชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อได้ จนบางดีลก็แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น
    • กล่อม 5 ค่ายเพลงใหญ่ให้มาขายเพลงที่ iTunes Store ได้
    • ปลุกใจทีมงานให้ยอมทิ้งโปรเจ็คไอโฟนที่ทำมาเกือบปีลง แล้วเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศุนย์อีกครั้ง
    • โน้มน้าวจนบอร์ดบริหารจนยอมสร้างร้าน Apple Store ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเจ๊งหรือเปล่า







ตัวตนของสตีฟ จ็อบส์

  • จ็อบส์เป็นคนพื้นเพไม่ดีเท่าไหร่ ต้องอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมแต่เด็ก 
  • เป็นคนปากเสียมาก ด่าเจ็บ ไม่ยอมใคร ขี้งก กวนตีน แค้นฝังใจเจ็บ ขี้โมโห เอาแต่ใจ ทั้งเล่มจะได้เจอแต่ Fuck กับ Shit
  • แต่ก็เป็นคนที่เอาความรักเข้ามาโยงกับงานอย่างมาก ใส่ใจในทุกรายละเอียด ลึกจนถึงขั้นบินไปเลือกไม้ที่จะมาทำโต๊ะในร้าน Apple Store ด้วยตัวเอง
  • เคยทำผิดมามากมาย ถึงจะไม่ยอมรับสิ่งที่ผิดในช่วงแรก แต่ก็มักจะกลับมานั่งคิดแล้วก็ยอมรับว่าตัวเองผิดในภายหลัง
  • รักครอบครัวมาก หวงความเป็นส่วนตัวของภรรยาและลูกๆ จนไม่น่าเชื่อ
  • รักความเรียบง่าย เชื่อในศาสตร์แห่งเซน ถึงขนาดสั่งลื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อให้ปุ่มเปิดปิดประตู มีแค่ปุ่มเดียว ไม่ใช่สองปุ่ม
  • อินกับสิ่งทีทำมาก ถึงกับร้องไห้ออกมาตอนที่รู้ว่า iMac เครื่องแรกมีถาดใส่ CD (ซึ่งเขาไม่อยากให้มี), ร้องไห้กับโฆษณา Think Different, ร้องไห้กับชีวิตในอดีตของตัวเอง



สรุป

Steve Jobs by Walter Isaacson เป็นหนังสือที่ควรอ่าน ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบไอที (แมค, ไอโฟน, ไอแพด), ดนตรี (ไอพอด, ไอทูน), ภาพยนตร์ (พิกซาร์) หรือไม่ก็ตามที สิ่งที่คุณจะได้มากกว่านั้นคือความทุ่มเททั้งตัวและใจให้กับงาน ความเชื่ออย่างสุดใจในสิ่งที่ทำ ธุรกิจ ความขัดแย้ง ความฉลาดสุดล้ำ และความโง่อย่างไม่น่าเชื่อของชายคนที่เหมาะกับคำว่า Visionary มากที่สุดในยุคนี้ .. สตีฟ จ็อบส์






:: รวม Note ที่จดไว้ระหว่างอ่านหนังสือ Steve Jobs ::


กำเนิดไอโฟน - จากหนังสือ Steve Jobs

โพสต์ครั้งแรกที่ Google+
จากหนังสือบทที่ 36 - the iPhone

เลือกอ่านบทนี้ก่อนเลยเพราะผมอ่านอดีตของจ๊อบส์มาจนเอียนแล้ว แต่อยากรู้เบื้องหลังสินค้าที่ทำให้แอปเปิลรวยที่สุดในโลกได้ (ก่อนมีไอโฟนนี่แอปเปิลเงินน้อยนะ)


  • ปี 2005 iPod ขายดีโคตร แต่จ็อบส์เริ่มกลัวเพราะรายได้ 45% มาจาก iPod + iTunes เขามองไว้แล้วว่าวันนึงโทรศัพท์ทุกเครื่องจะมาแทน iPod
  • ไปร่วมมือทำมือถือกับ Motorola สุดท้ายได้รุ่น RAZR ออกมา และห่วยระเบิด เพราะแอปเปิลไม่ได้ทำ HW เอง ทำแค่ iTunes .. "I'm sick of dealing with these stupid companies like Motorola"
  • คืนหนึ่ง วิศวกรของไมโครซอฟท์ฉลองวันเกิดครบ 50 ปี พอดีสนิทกับภรรยาของจ็อบส์ ก็เลยชวนจ็อบส์และบิลเกตส์ก็มางานด้วย ปรากฏเฮียแกโชว์ Microsoft Tablet PC มากไปหน่อยจนจ็อบส์รำคาญ เช้าวันต่อมาเลยไปที่ออฟฟิศและบอกทีมงานว่า "เราจะทำแท็บเล็ต !!"
  • ในตอนนั้น (2005) แอปเปิลเลยมีโครงการลับ 2 อัน 1. iPhone ที่ใช้ Click Wheel กับ 2. Tablet ที่ใช้จอ Multi-Touch
  • ทีมงานพบว่าการเอา Click Wheel มาใช้กับโทรศัพท์นี่เป็นไอเดียที่แย่มาก โดยเฉพาะตอนจะโทรออกแบบกดทีละเบอร์ 
  • Jony Ive มองออกว่า Multi-Touch เป็นทางออก เลยค่อยๆ ทำอุปกรณ์ตัวอย่างจนเกือบเสร็จแล้วไปโชว์ให้จ็อบส์ดู มันดูดีมากจนจ็อบส์บอกว่า "This is the future"
  • จ็อบส์สั่งหยุดโครงการแท็บเล็ตไปก่อน แล้วเดินหน้าไอโฟนเต็มร้อย
  • แต่โครงการ iPhone Click Wheel ก็ยังคงทำต่อไป ตอนนี้เลยทำสองไอโฟนคู่กันคือ Click Wheel กับ Multi-Touch (codename P1 และ P2)
  • แอปเปิลไปแอบซื้อบริษัท FingerWorks เงียบๆ เพราะบริษัทนี้แหล่ะที่มีสิทธิบัตร Multi-Touch อยู่ (และก็ใช้ฟ้องชาวบ้านอยู่ตอนนี้)
  • 6 เดือนผ่านไป ทุกคนลงความเห็นว่า Click Wheel ไม่เวิร์ค ตอนนี้เลยเหลือแค่ไอโฟน Multi-Touch ที่เดินหน้าเต็มสูบ
  • ปัญหาหลักคือจ็อบส์เกลียดพลาสติก และอยากได้จอที่เป็นกระจก เพราะทำให้รู้สึกดีกว่า (สมัยนั้นจอโทรศัพท์หรือแม้แต่ iPod เป็นพลาสติกหมด)
  • จ็อบส์ใช้เส้นสายจนไปได้บริษัท Corning Glass ใน NY หาวิธีทำกระจกแบบพิเศษให้จนสำเร็จ เรียกกันว่า "Gorilla Glass"
  • ปี 2006 ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนเกือบเสร็จ กว่า 9 เดือนของโครงการนี้ แต่เช้าวันนึงจ็อบส์ก็เดินมาบอก Ive ว่า เขานอนไม่หลับเมื่อคืนนี้ เพราะในที่สุดก็รู้สึกได้ว่ามันยังไม่ใช่ดีไซน์ที่ถูกต้อง และต้องการยกเลิกสิ่งที่ทำมา 9 เดือนและเริ่มใหม่หมด
  • ดีไซน์แรกของไอโฟน คือมีเคสเป็นอะลูมิเนียมแต่มีขนาดใหญ่คลุมมาถึงหน้าเครื่อง และจอมีขนาดเล็กเกินไป (หนังสือไม่ได้มีรูปให้ดู)
  • จ็อบส์โชว์เทพปลุกใจทีมงานทุกคนว่า "We're all going to work nights and weekend", "It was one of my prodest moment at Apple"
  • จ็อบส์เข้าไปดูทุกอย่าง และเป็นคนตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างการใช้ sensor เปิดปิดเครื่องเวลาเอาแนบหู, แบตที่เปลี่ยนไม่ได้, กดลากเพื่อเปิดล็อก (Swipe to Open)
  • ในที่สุดไอโฟนก็ได้เปิดตัวในงาน Macworld ปี 2007 จ็อบส์เชิญทีมงานทุกคนที่เคยทำ Macintosh เมื่อปี 1984 มาด้วย รวมทั้ง Steve Wozniak
  • ปัจจุบันไอโฟนเป็นมือถือที่ขายดีที่สุดในโลก ทำกำไรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโทรศัพท์ทุกยี่ฮ้อรวมกัน




ดราม่า A Bug's Life vs Antz


โพสต์ครั้งแรกที่ Google+
จากหนังสือ Steve Jobs บทที่ 33 Pixar's Friend

เมื่อปี 1994 ผมจำได้ว่าหลังจากที่การ์ตูนเรื่อง Toy Story เข้าฉาย ตอนนั้นก็ตื่นเต้นกับการได้ดูการ์ตูนแอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์มาก และเฝ้ารอดูเรื่องต่อมา ซึ่งต่อมาไม่นานก็มีหนังการ์ตูนเข้าพร้อมๆ กันถึง 2 เรื่อง คือ Antz และ A Bug's Life

ความรู้สึกแปลกใจตะหงิดๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีการ์ตูนที่ทำจากคอมพิวเตอร์เข้าพร้อมกัน แถมเนื้อเรื่องคล้ายกันคือเกี่ยวกับมดและแมลงได้ล่ะหว่า แต่ก็ช่างเถอะ ดูมันทั้ง 2 เรื่องเลยละกัน

13 ปีต่อมา หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ Steve Jobs by Walter Isaacson ก็ได้ถึงบางอ้อว่า จริงๆ แล้วมันมีความดราม่าซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เบื้องหลัง จนไม่น่าเชื่อว่าอะไรมันจะซับซ้อนขนาดนี้(วะ)เนี่ย

  • John Lasseter หลังจากที่สร้าง Toy Story เสร็จแล้ว ก็มีไอเดียที่เขาคิดอยากจะสร้างมานาน คือการ์ตูนที่เกี่ยวกับมดและแมลง เพราะมันไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน
  • ในช่วงเวลาเดียวกัน Jeffrey Katzenberg โปรดิวเซอร์ชื่อดังของดิสนีย์ (Disney) แต่มีปัญหากับผู้บริหาร จนสุดท้ายโดนขับไล่ออกมาในปี 1994
  • Katzenberg แค้นดิสนีย์มาก จนต้องมาจับมือกับ Steven Spielberg สร้างค่ายหนังดรีมเวิร์คส์ (Dream Works) และหนังเรื่องแรกของค่ายคือการ์ตูน The Prince of Egypt เพื่อกลับมาล้างแค้นดิสนีย์เจ้าพ่อการ์ตูนในเวลานั้น
  • Lasseter มีความสนิทสนมกับ Katzenberg อยู่พอสมควร วันหนึ่งทั้งคู่ได้มาพบกัน และก็ถามไถ่โครงการที่กำลังสร้างกันอยู่ ซึ่ง Lasseter ก็เล่าไอเดียเกี่ยวกับ A Bug's Life ออกไปแบบไม่ได้คิดอะไร
  • 2 ปีต่อมา Lasseter แอบได้ยินข่าวลือที่ว่าดรีมเวิร์คส์กำลังซุ่มทำแอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์ โดยเนื้อเรื่องเกี่ยวกับมดและแมลง
  • Lasseter โกรธมาก โทรไปด่า Katzenberg จนเสียหมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องมาถึงหูสตีฟ จ็อบส์ซึ่งแน่นอนตามไล่ด่าพ่อ Katzenberg อยู่นาน จนในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่าต้นเหตุของเรื่องนี้ มีที่มาจากตัวละครที่ชื่อดิสนีย์
  • คือเมื่อดิสนีย์ได้ยินว่าดรีมเวิร์คส์จะทำการ์ตูน Prince of Egypt ออกมาเพื่อล้างแค้นตน จึงออกอุบายเด็ด โดยการจัดให้การ์ตูน A Bug's Life ของ Pixar ไปกำหนดฉายชนกัน เข้าโรงวันเดียวกันซะเลย เพื่อไม่ให้ดรีมเวิร์คส์ได้ผุดได้เกิด (ซึ่งตามปกติแล้วหนังประเภทการ์ตูนจะเลี่ยงไม่เข้าโรงพร้อมกัน)
  • พอเป็นอย่างนี้ ก็เลยทำให้ Katzenberg ต้องหันมาสร้าง Antz ขึ้นมาตัดขา Pixar และดิสนีย์อีกรอบ ด้วยการทำการ์ตูนที่เนื้อเรื่องคล้ายกัน สร้างจากคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่ออกมาฉายก่อน A Bug's Life เพียงแค่ 1 เดือน
  • Katzenberg ให้เงื่อนไขกับสตีฟจ็อบส์ว่า เขาสามารถหยุดโครงการ Antz ได้ ถ้าจ็อบส์ยอมไปสั่งให้ดิสนีย์เลื่อนวันฉาย A Bug's Life ออกไปไม่ให้ชนโรงกับ Prince of Egypt (คือเอาหนังมาเป็นเครื่องมือต่อรองกันนี่เอง)
  • แน่นอนว่าคนอย่างจ็อบส์เหรอจะยอมกับเรื่องแบบนี้ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครยอมใคร หนังทั้ง 3 เรื่องเลยเข้าโรงชนกันสะบั้นหั่นแหลก
  • ใครชนะ ? สมัยนั้นออสการ์ยังไม่มีรางวัลสำหรับการ์ตูนแอนิเมชัน ก็คงต้องตัดสินกันที่รายได้แทน
    • Antz : $171.8 ล้านเหรียญ
    • Prince of Egypt : $218.6 ล้านเหรียญ
    • A Bug's Life : $363.3 ล้านเหรียญ
ดราม่าเอย จงซับซ้อนขึ้นไปอีก ...



สตีฟ จ็อบส์ เป็นมนุษย์ลึกลับ ในระดับที่เข้าใจได้ยาก นอกจากจะเป็นซีอีโอที่ดังที่สุดในยุคสมัยนี้แล้ว เราก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจ็อบส์อีกเลย สิ่งที่หนังสือหลายสิบเล่มอธิบายเกี่ยวกับประวัติของเขา ความคิดของเขา ล้วนแล้วแต่เอามาจากการสัมภาษณ์บุคคลอื่นๆ เพราะนอกจากงาน WWDC, Macworld, Time, Newsweek, AllThingD และ สุนทรพจน์ที่ Stanford แล้ว เราก็ไม่เคยได้เห็นจ็อบส์ในสื่ออื่นอีกเลย

จ็อบส์เป็นคนเก็บตัวขนาดไหน ก็สะท้อนมาที่บริษัทของเขา คือแอปเปิลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งการเก็บความลับมาโดยตลอด แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็มีหนังสือที่กลายเป็นเหมือนมรดกสุดท้ายที่จ็อบส์ฝากเอาไว้ก่อนตาย หนังสือเล่มเดียวที่เราจะได้ฟังทุกเรื่องในชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ จากปากของเขาเอง



ที่มาของหนังสือ

ผู้ชายที่ไม่เคยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมาตลอด 56 ปีที่มีชีวิต อยู่ดีๆ จะมาทำหนังสือของตัวเองเล่มแรก (และเล่มเดียว) ทำไม ?

หนึ่งเลยคือจ็อบส์รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย และสองคือเค้าอยากบันทึกความเป็นตัวตนของเขาให้กับลูกๆ ได้รับรู้ ว่าจริงๆ แล้วพ่อของเขาเป็นคนยังไง แบบเดียวกับที่ศาสตราจารย์แรนดี เพาช์เจ้าของหนังสือ The Last Lecture ทำไว้ (ซึ่งบังเอิญว่าทั้งสองคนตายด้วยโรคเดียวกัน)

จ็อบส์ติดต่อกับ Walter Isaacson เพื่อให้มาเขียนหนังสือชีวประวัติของตัวเขาเองมานานหลายปี ซึ่ง Isaacson ก็ปฏิเสธมาโดยตลอด จนวันนึงที่จ็อบส์ล้มป่วยลง และภรรยาของเขาก็บอกว่า "ถ้าคุณยังอยากจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเขาแล้วล่ะก็ คุณควรจะรีบทำได้แล้ว"



[Spoil]
หนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรบ้าง ?

  • จ็อบส์เองก็ใจกว้างพอที่จะเปิดเผยทุกเรื่องแบบหมดเปลือกจริงๆ รวมทั้งไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตหนังสือเล่มนี้ ไม่แม้แต่จะขออ่านรีวิวก่อนตีพิมพ์ด้วยซ้ำ ซึ่งแปลกประหลาดมากสำหรับคนที่ใส่ใจในรายละเอียดขนาดนี้
  • Issacson เก่งมากในการสัมภาษณ์บุคคล และกล่อมให้เขายอมพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ เช่นการที่ Johny Ive ยอมบอกว่าเขารู้สึกแย่ที่จ็อบส์ขโมยเครดิตหลายอย่างไปเป็นของตัวเอง
  • นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้สิทธิ์พิเศษในการขอเข้าสัมภาษณ์ตัวละครสำคัญ เช่น
    • คนสำคัญอย่าง บิลเกตส์, Paul Otellini ซีอีโออินเทล, Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้งแอปเปิล
    • คนในครอบครัว, Chrisann Brennan อดีตภรรยา, Lisa ลูกสาวนอกสมรสคนแรก หรือแม้แต่ Jandali พ่อที่แท้จริงของจ็อบส์
    • ทีมงานในบริษัทแอปเปิล ไล่ตั้งแต่ Tim Cook, Johny Ive ไปจนถึงอดีตพนักงานหลายคน
    • และตัวสตีฟ จ็อบส์เอง แม้ในยามที่ป่วยใกล้ตาย
  • ในบางช่วง หนังสือก็ฉลาดพอที่จะไม่เรียบเรียงคำพูดของจ็อบส์ แต่กลับถอดเทปนำสิ่งที่จ็อบส์พูดออกมาทั้งดุ้นเลย
  • มันไม่ใช่หนังสือประวัติของบุคคล แต่ยังรวบรวมเหตุการณ์ ที่มาที่ไป ความขัดแย้ง เบื้องลึกเบื้องหลังของ iPhone, iPod, iPad, Pixar ฯลฯ
  • จากที่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสตีฟ จ็อบส์แทบทุกเล่มที่มี ผมเคยคิดว่าตัวเองรู้จักจ็อบส์เป็นอย่างดีแล้ว แต่หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็พบว่า ที่เคยคิดว่ารู้ มันแค่ 30% เท่านั้น





บริหารงานแบบสตีฟ จ็อบส์

  • ถ้าคุณเคยเห็นรูปผังองค์กรของแอปเปิลที่มีคนแซวว่าแอปเปิลบริหารงานแบบมีจ็อบส์อยู่ตรงกลางคนเดียวทั้งบริษัท .. นั่นไม่ใช่เรื่องล้อเลียน แต่เป็นความจริง
  • จ็อบส์เข้าไปดูแลทุกสิ่งทุกอย่างในบริษัท ไล่ตั้งแต่ออกไอเดียในสินค้า การขนส่ง กล่องใส่สินค้า พนักงานขาย ไปจนถึงวัสดุที่ทำประตูใน Apple Store
  • จะมี CEO คนไหนที่ออกแบบบันไดในร้านขายของตัวเอง
  • คุณไม่สามารถบริหารงานแบบจ็อบส์ได้ ที่จ็อบส์ทำได้เพราะเขาเป็นอัจฉริยะ (ต้องใช้คำนี้จริงๆ) และ 90% ของสิ่งที่เขาตัดสินใจมักจะถูก
  • ความสามารถพิเศษจริงๆ ของจ็อบส์คือการพูด ที่กล่อมคนให้เชื่อในสิ่งที่เขาเชื่อได้ จนบางดีลก็แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น
    • กล่อม 5 ค่ายเพลงใหญ่ให้มาขายเพลงที่ iTunes Store ได้
    • ปลุกใจทีมงานให้ยอมทิ้งโปรเจ็คไอโฟนที่ทำมาเกือบปีลง แล้วเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศุนย์อีกครั้ง
    • โน้มน้าวจนบอร์ดบริหารจนยอมสร้างร้าน Apple Store ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเจ๊งหรือเปล่า







ตัวตนของสตีฟ จ็อบส์

  • จ็อบส์เป็นคนพื้นเพไม่ดีเท่าไหร่ ต้องอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมแต่เด็ก 
  • เป็นคนปากเสียมาก ด่าเจ็บ ไม่ยอมใคร ขี้งก กวนตีน แค้นฝังใจเจ็บ ขี้โมโห เอาแต่ใจ ทั้งเล่มจะได้เจอแต่ Fuck กับ Shit
  • แต่ก็เป็นคนที่เอาความรักเข้ามาโยงกับงานอย่างมาก ใส่ใจในทุกรายละเอียด ลึกจนถึงขั้นบินไปเลือกไม้ที่จะมาทำโต๊ะในร้าน Apple Store ด้วยตัวเอง
  • เคยทำผิดมามากมาย ถึงจะไม่ยอมรับสิ่งที่ผิดในช่วงแรก แต่ก็มักจะกลับมานั่งคิดแล้วก็ยอมรับว่าตัวเองผิดในภายหลัง
  • รักครอบครัวมาก หวงความเป็นส่วนตัวของภรรยาและลูกๆ จนไม่น่าเชื่อ
  • รักความเรียบง่าย เชื่อในศาสตร์แห่งเซน ถึงขนาดสั่งลื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อให้ปุ่มเปิดปิดประตู มีแค่ปุ่มเดียว ไม่ใช่สองปุ่ม
  • อินกับสิ่งทีทำมาก ถึงกับร้องไห้ออกมาตอนที่รู้ว่า iMac เครื่องแรกมีถาดใส่ CD (ซึ่งเขาไม่อยากให้มี), ร้องไห้กับโฆษณา Think Different, ร้องไห้กับชีวิตในอดีตของตัวเอง



สรุป

Steve Jobs by Walter Isaacson เป็นหนังสือที่ควรอ่าน ไม่ว่าคุณจะชื่นชอบไอที (แมค, ไอโฟน, ไอแพด), ดนตรี (ไอพอด, ไอทูน), ภาพยนตร์ (พิกซาร์) หรือไม่ก็ตามที สิ่งที่คุณจะได้มากกว่านั้นคือความทุ่มเททั้งตัวและใจให้กับงาน ความเชื่ออย่างสุดใจในสิ่งที่ทำ ธุรกิจ ความขัดแย้ง ความฉลาดสุดล้ำ และความโง่อย่างไม่น่าเชื่อของชายคนที่เหมาะกับคำว่า Visionary มากที่สุดในยุคนี้ .. สตีฟ จ็อบส์






:: รวม Note ที่จดไว้ระหว่างอ่านหนังสือ Steve Jobs ::


กำเนิดไอโฟน - จากหนังสือ Steve Jobs

โพสต์ครั้งแรกที่ Google+
จากหนังสือบทที่ 36 - the iPhone

เลือกอ่านบทนี้ก่อนเลยเพราะผมอ่านอดีตของจ๊อบส์มาจนเอียนแล้ว แต่อยากรู้เบื้องหลังสินค้าที่ทำให้แอปเปิลรวยที่สุดในโลกได้ (ก่อนมีไอโฟนนี่แอปเปิลเงินน้อยนะ)


  • ปี 2005 iPod ขายดีโคตร แต่จ็อบส์เริ่มกลัวเพราะรายได้ 45% มาจาก iPod + iTunes เขามองไว้แล้วว่าวันนึงโทรศัพท์ทุกเครื่องจะมาแทน iPod
  • ไปร่วมมือทำมือถือกับ Motorola สุดท้ายได้รุ่น RAZR ออกมา และห่วยระเบิด เพราะแอปเปิลไม่ได้ทำ HW เอง ทำแค่ iTunes .. "I'm sick of dealing with these stupid companies like Motorola"
  • คืนหนึ่ง วิศวกรของไมโครซอฟท์ฉลองวันเกิดครบ 50 ปี พอดีสนิทกับภรรยาของจ็อบส์ ก็เลยชวนจ็อบส์และบิลเกตส์ก็มางานด้วย ปรากฏเฮียแกโชว์ Microsoft Tablet PC มากไปหน่อยจนจ็อบส์รำคาญ เช้าวันต่อมาเลยไปที่ออฟฟิศและบอกทีมงานว่า "เราจะทำแท็บเล็ต !!"
  • ในตอนนั้น (2005) แอปเปิลเลยมีโครงการลับ 2 อัน 1. iPhone ที่ใช้ Click Wheel กับ 2. Tablet ที่ใช้จอ Multi-Touch
  • ทีมงานพบว่าการเอา Click Wheel มาใช้กับโทรศัพท์นี่เป็นไอเดียที่แย่มาก โดยเฉพาะตอนจะโทรออกแบบกดทีละเบอร์ 
  • Jony Ive มองออกว่า Multi-Touch เป็นทางออก เลยค่อยๆ ทำอุปกรณ์ตัวอย่างจนเกือบเสร็จแล้วไปโชว์ให้จ็อบส์ดู มันดูดีมากจนจ็อบส์บอกว่า "This is the future"
  • จ็อบส์สั่งหยุดโครงการแท็บเล็ตไปก่อน แล้วเดินหน้าไอโฟนเต็มร้อย
  • แต่โครงการ iPhone Click Wheel ก็ยังคงทำต่อไป ตอนนี้เลยทำสองไอโฟนคู่กันคือ Click Wheel กับ Multi-Touch (codename P1 และ P2)
  • แอปเปิลไปแอบซื้อบริษัท FingerWorks เงียบๆ เพราะบริษัทนี้แหล่ะที่มีสิทธิบัตร Multi-Touch อยู่ (และก็ใช้ฟ้องชาวบ้านอยู่ตอนนี้)
  • 6 เดือนผ่านไป ทุกคนลงความเห็นว่า Click Wheel ไม่เวิร์ค ตอนนี้เลยเหลือแค่ไอโฟน Multi-Touch ที่เดินหน้าเต็มสูบ
  • ปัญหาหลักคือจ็อบส์เกลียดพลาสติก และอยากได้จอที่เป็นกระจก เพราะทำให้รู้สึกดีกว่า (สมัยนั้นจอโทรศัพท์หรือแม้แต่ iPod เป็นพลาสติกหมด)
  • จ็อบส์ใช้เส้นสายจนไปได้บริษัท Corning Glass ใน NY หาวิธีทำกระจกแบบพิเศษให้จนสำเร็จ เรียกกันว่า "Gorilla Glass"
  • ปี 2006 ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนเกือบเสร็จ กว่า 9 เดือนของโครงการนี้ แต่เช้าวันนึงจ็อบส์ก็เดินมาบอก Ive ว่า เขานอนไม่หลับเมื่อคืนนี้ เพราะในที่สุดก็รู้สึกได้ว่ามันยังไม่ใช่ดีไซน์ที่ถูกต้อง และต้องการยกเลิกสิ่งที่ทำมา 9 เดือนและเริ่มใหม่หมด
  • ดีไซน์แรกของไอโฟน คือมีเคสเป็นอะลูมิเนียมแต่มีขนาดใหญ่คลุมมาถึงหน้าเครื่อง และจอมีขนาดเล็กเกินไป (หนังสือไม่ได้มีรูปให้ดู)
  • จ็อบส์โชว์เทพปลุกใจทีมงานทุกคนว่า "We're all going to work nights and weekend", "It was one of my prodest moment at Apple"
  • จ็อบส์เข้าไปดูทุกอย่าง และเป็นคนตัดสินใจเรื่องสำคัญอย่างการใช้ sensor เปิดปิดเครื่องเวลาเอาแนบหู, แบตที่เปลี่ยนไม่ได้, กดลากเพื่อเปิดล็อก (Swipe to Open)
  • ในที่สุดไอโฟนก็ได้เปิดตัวในงาน Macworld ปี 2007 จ็อบส์เชิญทีมงานทุกคนที่เคยทำ Macintosh เมื่อปี 1984 มาด้วย รวมทั้ง Steve Wozniak
  • ปัจจุบันไอโฟนเป็นมือถือที่ขายดีที่สุดในโลก ทำกำไรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโทรศัพท์ทุกยี่ฮ้อรวมกัน




ดราม่า A Bug's Life vs Antz


โพสต์ครั้งแรกที่ Google+
จากหนังสือ Steve Jobs บทที่ 33 Pixar's Friend

เมื่อปี 1994 ผมจำได้ว่าหลังจากที่การ์ตูนเรื่อง Toy Story เข้าฉาย ตอนนั้นก็ตื่นเต้นกับการได้ดูการ์ตูนแอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์มาก และเฝ้ารอดูเรื่องต่อมา ซึ่งต่อมาไม่นานก็มีหนังการ์ตูนเข้าพร้อมๆ กันถึง 2 เรื่อง คือ Antz และ A Bug's Life

ความรู้สึกแปลกใจตะหงิดๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่า ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีการ์ตูนที่ทำจากคอมพิวเตอร์เข้าพร้อมกัน แถมเนื้อเรื่องคล้ายกันคือเกี่ยวกับมดและแมลงได้ล่ะหว่า แต่ก็ช่างเถอะ ดูมันทั้ง 2 เรื่องเลยละกัน

13 ปีต่อมา หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ Steve Jobs by Walter Isaacson ก็ได้ถึงบางอ้อว่า จริงๆ แล้วมันมีความดราม่าซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เบื้องหลัง จนไม่น่าเชื่อว่าอะไรมันจะซับซ้อนขนาดนี้(วะ)เนี่ย

  • John Lasseter หลังจากที่สร้าง Toy Story เสร็จแล้ว ก็มีไอเดียที่เขาคิดอยากจะสร้างมานาน คือการ์ตูนที่เกี่ยวกับมดและแมลง เพราะมันไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน
  • ในช่วงเวลาเดียวกัน Jeffrey Katzenberg โปรดิวเซอร์ชื่อดังของดิสนีย์ (Disney) แต่มีปัญหากับผู้บริหาร จนสุดท้ายโดนขับไล่ออกมาในปี 1994
  • Katzenberg แค้นดิสนีย์มาก จนต้องมาจับมือกับ Steven Spielberg สร้างค่ายหนังดรีมเวิร์คส์ (Dream Works) และหนังเรื่องแรกของค่ายคือการ์ตูน The Prince of Egypt เพื่อกลับมาล้างแค้นดิสนีย์เจ้าพ่อการ์ตูนในเวลานั้น
  • Lasseter มีความสนิทสนมกับ Katzenberg อยู่พอสมควร วันหนึ่งทั้งคู่ได้มาพบกัน และก็ถามไถ่โครงการที่กำลังสร้างกันอยู่ ซึ่ง Lasseter ก็เล่าไอเดียเกี่ยวกับ A Bug's Life ออกไปแบบไม่ได้คิดอะไร
  • 2 ปีต่อมา Lasseter แอบได้ยินข่าวลือที่ว่าดรีมเวิร์คส์กำลังซุ่มทำแอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์ โดยเนื้อเรื่องเกี่ยวกับมดและแมลง
  • Lasseter โกรธมาก โทรไปด่า Katzenberg จนเสียหมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องมาถึงหูสตีฟ จ็อบส์ซึ่งแน่นอนตามไล่ด่าพ่อ Katzenberg อยู่นาน จนในที่สุดความจริงก็ปรากฏว่าต้นเหตุของเรื่องนี้ มีที่มาจากตัวละครที่ชื่อดิสนีย์
  • คือเมื่อดิสนีย์ได้ยินว่าดรีมเวิร์คส์จะทำการ์ตูน Prince of Egypt ออกมาเพื่อล้างแค้นตน จึงออกอุบายเด็ด โดยการจัดให้การ์ตูน A Bug's Life ของ Pixar ไปกำหนดฉายชนกัน เข้าโรงวันเดียวกันซะเลย เพื่อไม่ให้ดรีมเวิร์คส์ได้ผุดได้เกิด (ซึ่งตามปกติแล้วหนังประเภทการ์ตูนจะเลี่ยงไม่เข้าโรงพร้อมกัน)
  • พอเป็นอย่างนี้ ก็เลยทำให้ Katzenberg ต้องหันมาสร้าง Antz ขึ้นมาตัดขา Pixar และดิสนีย์อีกรอบ ด้วยการทำการ์ตูนที่เนื้อเรื่องคล้ายกัน สร้างจากคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่ออกมาฉายก่อน A Bug's Life เพียงแค่ 1 เดือน
  • Katzenberg ให้เงื่อนไขกับสตีฟจ็อบส์ว่า เขาสามารถหยุดโครงการ Antz ได้ ถ้าจ็อบส์ยอมไปสั่งให้ดิสนีย์เลื่อนวันฉาย A Bug's Life ออกไปไม่ให้ชนโรงกับ Prince of Egypt (คือเอาหนังมาเป็นเครื่องมือต่อรองกันนี่เอง)
  • แน่นอนว่าคนอย่างจ็อบส์เหรอจะยอมกับเรื่องแบบนี้ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครยอมใคร หนังทั้ง 3 เรื่องเลยเข้าโรงชนกันสะบั้นหั่นแหลก
  • ใครชนะ ? สมัยนั้นออสการ์ยังไม่มีรางวัลสำหรับการ์ตูนแอนิเมชัน ก็คงต้องตัดสินกันที่รายได้แทน
    • Antz : $171.8 ล้านเหรียญ
    • Prince of Egypt : $218.6 ล้านเหรียญ
    • A Bug's Life : $363.3 ล้านเหรียญ
ดราม่าเอย จงซับซ้อนขึ้นไปอีก ...