1/02/2012

เจ้าแม่อุมา เทวีแห่งอำนาจวาสนาและบารมีอันสูงสุด

 พระอุมาเทวี (เทวนาครี: सती) หรือพระศรีมหาอุมา หรือ ปารวตี เป็นธิดาของท้าวหิมวัตและพระนางเมนกา
 พระอุมาเป็นชายาขององค์พระศิวะบรมเทพแห่งสวรรค์ 
มีพระโอรส 2 พระองค์ คือ 
พระบรมเทพขันทกุมาร ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการสงคราม และ 
พระบรมเทพศรีมหาคเนศ หรือ พระพิฆเนศ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการขจัดอุปสรรคทั้งมวล 

พระอุมานั้นทรงมีหลายปางด้วยกันแต่ปางที่เป็นที่รู้จักมากคือ(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)


  1. ปางพระแม่กาลี (พะนางกรีกกาลราตรี) โดยมีลักษณะดังนี้ มี 10 พระกร ถืออาวุธครบมือ แลบลิ้นยาวถึงทรวงอก เครื่องประดับเป็นหัวกระโหลก สังวาลเป็นงูมีลักษณะดุร้าย
  2. พระศรีมหาทุรคาเทวีโดยมีลักษณะดังนี้ มี 8 ถึง 12 พระกร ลักษณะดุทรงเสื้อ เทศกาลที่มีการบูชาพะอุมาคือเทศกาลนวราตรีคุเซราห์ 

    
พระแม่อุมาเทวี... เจ้าแม่อุมา หรือ ปารวตี คือพระนามแห่งพระแม่ผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล เป็นเทวีแห่งอำนาจวาสนาและบารมีอันสูงสุด พระองค์ทรงประทานยศถาบรรดาศักดิ์ และความเป็นใหญ่แก่ผู้หมั่นบูชาต่อพระองค์อย่างสม่ำเสมอ..!!!

อำนาจแห่งพระแม่อุมานั้น ยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเทียบได้ พระองค์ทรงประทานชัยชนะเหนือศัตรู ประทานกำลังวังชาแห่งอิสตรี ทำลายสิ่งชั่วช้า ตลอดจนประทานบริวารและอำนาจในการปกครอง พระองค์ยังทรงประทานพรด้านความสมบูรณ์ ความอิ่มเอม ความผาสุขในการครองเรือน ครอบครัวที่เปี่ยมสุข ตลอดจนการคุ้มครองผู้ศรัทธาให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

   Ganesh_Family1  
พระแม่อุมา ทรงเป็นมารดาแห่ง พระพิฆเนศ.และพระขันธกุมาร.. เป็นชายาแห่ง พระศิวะ มหาเทพผู้ทำลายโลก 1 ใน 3 แห่ง พระตรีมูรติ พระแม่อุมาจึงเป็น 1 ใน 3 แห่งพระตรีศักติ ด้วย (ตรีศักติหมายถึง พระแม่ทั้งสาม ได้แก่ พระแม่อุมา พระแม่ลักษมี พระแม่สรัสวตี) พระองค์มีวิมานสถิต ณเขาไกรลาส เช่นเดียวกับพระศิวะเทพ มีสัญลักษณ์ประจำพระองค์คือ โยนี (ฐานรองศิวลึงก์) มีทิพยรูปเป็นหญิงที่งดงาม เปี่ยมไปด้วยความเมตตา เป็นมารดาแห่งสรรพชีวิตทั้งปวง ฉลองพระองค์ด้วยอาภรณ์หลากสีสัน ประดับด้วยทองคำอย่างวิจิตร (จาก  http://www.siamganesh.com)
พาหนะแห่งพระแม่อุมาเทวี คือ เสือ อันหมายถึงพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ และความสง่างาม

ศาสตราวุธ 
แห่งพระแม่อุมาเทวีคือ
- ตรีศูล เป็นสัญลักษณ์แห่งการปราบปรามสิ่งชั่วร้าย และ 
- ดาบ 
คือสัญลักษณ์แห่งความเฉียบขาด เป็นผู้ตัดสิน และอยู่เหนือผู้อื่น
  
พระแม่อุมาเทวี (เจ้าแม่อุมา) มีอวตารอยู่หลายปาง ปางที่สำคัญที่สุดอีก 2 ปางจากพระแม่อุมา คือปางพระแม่ทุรคา (ทุรกา) และ ปางพระแม่กาลี (เจ้าแม่กาลี) อ่านได้จากบทความตำนานพระแม่ทุรคาและพระแม่กาลี
อีกปางหนึ่งที่อยากแนะนำ แต่ไม่ค่อยมีคนไทยรู้จัก นั่นคือ ปางพระแม่อุมาตากี คือการอวตารของพระแม่อุมาเทวี ที่รวมเอาพระแม่อีก 2 พระองค์เข้าไว้ด้วย คือ พระแม่อุมา พระแม่ลักษมี พระแม่สรัสวดี ได้อวตารรวมเป็นร่างเดียวกัน เหมือนกับพระตรีมูรติ นิยมนับถือกันในหมู่ผู้นับถือนิกายศักติ หรือนิกายที่นับถือเฉพาะเทพสตรีทั้ง 3 พระองค์ว่ายิ่งใหญ่เหนือกว่า พระพรหม พระวิษณุ พระศิวะ อันเป็นเทพบุรุษสูงสุดแห่งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

การบูชาพระแม่อุมา

โต๊ะ
 หรือ แท่นบูชา สำหรับพระแม่อุมาเทวี ควรปูด้วย ผ้าสีขาว สีทอง สีแดง สีเงิน (หากไม่มีผ้าสำหรับปู สามารถใช้สีทาได้)
ดอกไม้ที่พระองค์โปรด คือ ดอกไม้ที่มี สีเหลือง และ สีแดง โดยเฉพาะ ดอกดาวเรือง ดอกกล้วยไม้ ดอกกุหลาบ
ควรมี ธูปหอม หรือ กำยาน ไว้จุดเพื่อถวายกลิ่นหอมด้วย และสามารถใช้ เตาน้ำมันหอม (แบบอโรม่า) เติมน้ำมันหอมระเหยแล้วจุดเพื่อถวายกลิ่นหอมได้เช่นกัน

เทศกาลสำคัญแห่งการบูชาพระแม่อุมาเทวี คือ เทศกาลนวราตรี ตรงกับวันขึ้น 1-9 ค่ำ เดือน 11 จะมีการประกอบพิธีกรรมบูชาพระแม่อุมาเทวีในอวตารต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศอินเดียจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ไม่แพ้เทศกาลคเณศจตุรถี มีการถวายเครื่องสังเวยอย่างอลังการ สรงน้ำองค์เทวรูป สวดมนต์บูชาตลอดวันตลอดคืน มีการแห่องค์เทวรูปพระแม่อุมาไปรอบโบสถ์และรอบเมือง ผู้บูชาจะต้องทานอาหารมังสวิรัติ ผู้เคร่งครัดการบำเพ็ญจะถือศีลอดตลอดระยะเวลา 9 วัน
อาหารที่ถวาย ควรเป็นขนมที่มีรสชาติมัน ปราศจากเนื้อสัตว์ และไม่มีกลิ่นหอมแรงเกินไป สามารถนำขนมโมทกะ หรือขนมลาดู (ขนมชนิดเดียวกับที่ถวายพระพิฆเนศ) มาถวายก็ได้เช่นกัน ตลอดจนผลไม้ และธัญพืชทุกชนิด


Goddess Parvati is the wife of Lord Ishwara. She has several names, each with a special significance. Since Ishwara or Shiva is also called 'Bhava' his wife is known as 'Bhavani.' She is 'Parvati', being the daughter of the king of mountains, Parvataraja. With the  same connotation she has two other names - 'Girija' and 'Shailaja'. As she I the source of all good things to all those who have faith and follow the  path of virtue, she is 'Sarvamangala.'Since her childhood days she was a devotee of Lord Shiva. She would constantly engage herself in meditation and worship of Shiva, without even   changing the posture. So her mother Mena would out of exasperation say "Parvati, don't do this tapas (meditation)." In Sanskrit ‘u’ is a word of address and 'ma' means 'don't' or 'not wanted’ Hence she got the name 'Uma'.

(Sanskritपार्वती PārvatīMalayalamപാര്‍വതി ParvathyMalay: Parwati, Thai: Nang Uma-Devi) is a Hindu goddess. Parvati is also regarded as a representation of Shakti, albeit the gentle aspect of that goddess because she is a mother goddess. Parvati is considered by some schools of Hinduism as the supreme Divine Mother or Lordess and all other goddesses are referred to as her incarnations or manifestations. Shaktas consider her as the ultimate Divine Shakti — the embodiment of the total energy of the universe.
After she grew up, she perforrmed a severe penance in the forest with the  purpose of securing Lord Shiva as her husband. Much moved by the hardship endured by her tender body, Mena frequently went near her fondly calling her "Uma", Uma." Who would not be thrilled by the story of the life of Parvati who, though born human, became, through hard penance the consort of Shiva and became Mahadevi, the great goddess?
Affection for and obedience to the  elders, loyalty to tradition, determination steady devotion to Shiva, kindness towards those in trouble, perseverant effort till the completion of a good deed-these are the traits Parvati had. Her story is narrated in Sanskrit by Vyasa in the Shiva purana. The great poet Kalidasa has narrated it in the poem Kumara-Sambhava. The Kannada poet Harihara has dealt with the story  in Girija-Kalyana, a mixture of verse and prose.
 Parvati
Parvati is nominally the second consort of Shiva, the Hindu god of destruction and rejuvenation. However, she is not different from Satī, being the reincarnation of that former consort of Shiva. Parvati is the mother of the gods Ganesha and Skanda (Kartikeya). Some communities also believe her to be the sister of god Vishnu. She is also regarded as the daughter of the Himalayas.
Parvati when depicted alongside Shiva appears with two arms, but when alone, she is shown having four arms, and astride a tiger or lion. Generally considered a benign goddess, Parvati also has fearful aspects like DurgaKaliChandi, and the Mahavidyas as well as benevolent forms like Mahagauri, Shailputri, and Lalita.

พระศรีอุมาเทวี


บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
วัดพระศรีอุมาเทวี หรือที่หลายๆท่านนิยมเรียกกันสั้นๆ จนติดปากว่า จนเป็นที่รู้จักกันในนามว่า วัดแขกสีลม แห่งนี้ เป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุด ในประเทศไทย
 ตั้งอยู่บนถนนสีลม สร้างตั้งแต่ในสมัย แผ่นดินของพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่5 เมื่อก่อนถนนสีลม ยังคงเป็นไร่อ้อย ยังไม่มีความเจริญ และเป็นถนนสายธุรกิจ เหมือนเช่นทุกวันนี้
  ในปี พ.ศ. 2422 ชาวทมิฬเริ่มทยอยสู่เมืองบางกอก เพื่อตั้งรกราก หาเลี้ยงชีพ ตามที่ตนถนัด
ในระยะแรกๆนั้น ยังไม่มีการตั้งรูปเคารพ มารีอามัน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ พระศรีอุมาเทวี ซึ่งตอนนั้น มีความเชื่อกันว่า มารีอามัน คือ เทวดาผู้บำบัดปัดเป่า และรักษาไข้ทรพิษ และเป็นเทพ ที่ชาวทมิฬ ให้ความเคารพ และนับถือ มาแต่โบราณ
ถนนสายหนึ่งซึ่งชาวทมิฬเข้ามาตั้งรกราก คือ วินมิลด์โรด Windmill Road ชาวดัชน์ ซึ่งมาจาก ประเทศเนเธอแลนด์ หรือฮอนแลนด์ มาตั้งกังหันลม ขนาดใหญ่ไว้ที่หัวมุมถนน ฉะนั้น  ในภายหลัง จึงมีการเรียกถนนสายนี้ว่าสีลม
ในย่านนั้น สมัยก่อนโน้น เป็นไร่อ้อย และที่บริเวณหัวลำโพงในทุกวันนี้ มีต้นสะเดาอยู่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางไร่อ้อย รูปเคารพของพระมหาเทวี ตั้งอยู่ตรงบริเวณนี้ มีความชุ่มเย็น และเป็นธรรมชาติ ด้วยมีลำคลองเป็นเส้นทางสัญจร
ในสมัยรัชการที่5เสด็จประพาส ต่างประเทศพระองค์เคยเสด็จไปที่ประเทศ อินเดีย เมื่อ เสด็จกลับประเทศไทย ได้รับสั่งกับชาวทารวิฑนาดูว่าทางประเทศอินเดีย ได้ฝากฝังเอาไว้  มีสิ่งใดที่จะให้พระองค์ช่วยเหลือให้บอก แก่พระองค์
ชาวอินเดีย เชื้อสายทมิฬ ไม่ได้ขอสิ่งใด นอกจากขอสร้างเทวาลัย สำหรับบูชา ตามลัทธิ ประเพณีเท่านั้น
พระองค์จึงทรงมีพระบรมราชานุญาต ให้จัดสร้าง ตามที่ขอได้ เทวาลัยแห่งแรก สำหรับประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาของชาวฮินดู เชื้อสายทมิฬสร้างขึ้นที่บริเวณหัวลำโพง เป็นศาลไม้ธรรมดาๆ ต่อมาเริ่มทรุดโทรมลงตามกาลเวลา
 จึงได้ย้ายไปอยู่ที่บรเวณวัดพระศรีอุมาเทวี หรือวัดแขกสีลมอยู่ มาจนถึงทุกวันนี้ 
วัดพระศรีอุมาเทวี ได้จดทะเบียน เป็นมูลนิธิ วัดพระศรีอุมาเทวี ตั้งแต่เมื่อวันที่8พฤษภาคม พ.ศ.2458
งานประเพณี นวราตรีนั้น เป็นประเพณีที่สืบกันมาเป็นเวลา นับร้อยปี อาจหายไปบ้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่2
มีความเชื่อว่าช่วงเวลา ของประเพณี ดูซเซร่า หรือ นวราตรี จะเป็นช่วงที่พระแม่อุมาเทวี และขบวนเทพเสด็จลงมายังโลก เพื่อประทานพรให้กับมนษย์ทั้งหลาย
โดยเฉพาะในวันสุดท้าย เรียกกันว่า  วันวิชัยทัสมิ (วันแห่งชัยชนะ) ซึ่งจะเป็นวันที่ฉลองชัย ของพระแม่อุมาฯ ที่มีต่ออสูร และหมู่มารร้าย
ซึ่งงานดังกล่าว ในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีตำนาน ที่ต่างกันออกไป วัดแขกเดิมเป็นสถานที่เฉพาะของผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้น
ในตอนบ่ายจะมีการเปิดโบสถ์ เพื่ออ่านรามเกียรติ์ เพื่อสรรเสริญพระเป็นเจ้า
เทศกาลที่ชาวไทย มีโอกาส เข้าร่วมด้วยคือ เทศกาลแห่เจ้าแม่วัดแขก ประมาณเดือนตุลาคม ของทุกปี
เทศกาลนวราตรี หรือเทศกาล ดุซเซร่า มีการจัดขบวนอัญเชิญเจ้าแม่อุมาฯ พระพิฆเณศ พระขันธกุมาร แห่ไปตามถนน  รอบชุมชนฮินดู จากถนนสีลม ไปเดโช แล้วย้อนกลับมาที่ถนนปั้น ไปออกถนนสาธร แล้ววกกลับ ที่ถนนสุรศักดิ์ เพื่อมายังหน้าวัด ที่ถนนสีลม อีกครั้งหนึ่ง
 ในปัจจุบัน วัดแขกเปิดกว้าง ต้อนรับผู้คนมากขึ้น ทำให้มีทั้งผู้มีจิตศรัทธา องค์พระศรีอุมาเทวี และองค์เทพทางฮินดู ต่างๆ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต่างเข้ามาสักการะบูชาเทพ และ เยี่ยมชม สถาปัตยกรรมแบบอินเดียตอนใต้ กันอย่างมากมายล้นหลาม เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโคปุระ หรือซุ้มประตูที่ตกแต่งเป็นรูปปูนปั้น เทพเจ้า องค์ต่างๆนั้น ช่างอย่างสวยงาม แปลกตา มากทีเดียว
 ท่านที่ยังไม่เคยแวะไปมาก่อนก็ลองแวะเข้าไปชมความงาม และไปกราบขอพรเทพที่สำคัญทางฮินดู หลายๆองค์ ที่จัดไว้ที่นั่นเพื่อความเป็นศิริมงคลในชีวิตบ้างก็ได้นะคะ

1/01/2012

ไหว้พระ 9 วัด ที่กรุงเทพ ขอพรเสริมมงคลชีวิต ต้อนรับปีมะโรง 2555


By Horoworld Update วันที่ 30 ธ.ค. 2554

ไหว้พระ 9 วัด ขอพรเสริมมงคลชีวิต ต้อนรับปีมะโรง 2555 ไหว้พระ ทำบุญ ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 
ใกล้ช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2555 หรือปีมะโรงนี้ หลายคนคงคิดถึงการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆในชีวิต รวมไปถึงการไหว้พระ ทำบุญ ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย และสำหรับปีใหม่ 2555 นี้ HoroWorld ขอนำเสนอโปรแกรมไหว้พระ 9 วัด ซึ่งเป็นพระอารามหลวง ตามคติความเชื่อของไทยดังนี้

1.วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
คติ 'เดินทางปลอดภัยดี มีมิตรไมตรีที่ดี'
เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียนแดงคู่ ดอกไม้พวงมาลัย


2.วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
คติ 'มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง'
เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก
สำหรับพระประธานในโบสถ์ ธูป 5 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 1 ดอก
สำหรับรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวัง บวรมหาสุรสิงหนาท 


3.วัดบวรนิเวศวิหาร
คติ 'พบแต่สิ่งดีงามในชีวิต'
เครื่องสักการะ ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 3 ดอก



          
4.วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์)
คติ 'ร่มเย็นเป็นสุข'
เครื่องสักการะ ธูป 9 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 11 แผ่น



 
5.วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
คติ 'เพื่อจิตใจสะอาด ดุจรัตนตรัย'
เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกไม้

 
6.วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
คติ 'ชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ'
เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว

             
คติ 'วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่คนทั่วไป'
เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม

    

คติ 'ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน'
เครื่องสักการะ ธูป 3 ดอก เทียนคู่

 

9.วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
คติ 'เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล'
เครื่องสักการะ ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 3 ดอก


Historic City of Ayutthaya, Thailand


Historic City of Ayutthaya

Recommend Hotel in Ayutthaya

The Lima PlaceAyutthaya500 THB 
Ayothaya HotelAyutthaya690 THB incl.
TM Land Serviced HotelAyutthaya1100 THB incl.
Woraburi Ayothaya Convention ResortAyutthaya1450 THB incl.recommend
Krungsri River HotelAyutthaya1700 THB incl.
Ayodhara VillageAyutthaya1750 THB incl.
Iudia On The RiverAyutthaya2120 THB incl.
Kantary Hotel AyutthayaAyutthaya2400 THB incl.

Brief Description

Founded c. 1350, Ayutthaya became the second Siamese capital after Sukhothai. It was destroyed by the Burmese in the 18th century. Its remains, characterized by the prang (reliquary towers) and gigantic monasteries, give an idea of its past splendour.
Other Languages:
English French Arabic Chinese Russian Spanish

Phitsanulok, Thailand

Recommend Hotel List in Phitsanulok


La Paloma HotelPhitsanulok710 THBincl.
Pailyn Phitsanulok HotelPhitsanulok940 THBincl.
The Grand Riverside HotelPhitsanulok1290 THBincl.
Topland Hotel & Convention CentrePhitsanulok1300 THBincl.
Ayara Grand Palace HotelPhitsanulok1590 THBincl.
Pattara Resort & SpaPhitsanulok2590 THBincl.



General Information
Phitsanulok is the province in the northern part of Thailand. It is famous for its ancient places such as Wat Phra Sri Rattana Mahathat or called Wat Yai, Wat Chula Manee, Shrine of King Naresuan the Great ( reign:1590 - 1605 ). Besides, Phitsanulok is famous for its beautiful scenery, Thung salaeng Luang National Park, Phu Hin Rong Kla National Park. At present Phitsanulok plays the important role as the center of air and land transportation, also the commercial city in the northern of Thailand.
Top Local Products

Dry Banana
Mee Sua
Fighting Cock
Dry Banana
Typical Rice Noodle : Mee sua
Yellow White Tail Fighting Cock
Bang Kaew Dog
For more local Thailand products click here
Typical Phitsanulok Canine : Bang Kaew Dog

สามอำเภอชายแดนอิสานเหนือ

เที่ยวเลย,เชียงคาน,ภูเรือ,ด่านซ้าย



Kosit Hill Hotel Convention CenterPetchabun940 THB incl.recommend
Phu Hin View ResortPetchabun940 THB incl.
Maethaneedol Khao Khor ResortPetchabun1180 THB incl.
Imperial Phukaew Hill ResortPetchabun1500 THB incl.

 





พระธาตุศรีสองรัก 
พระธาตุศรีสองรักสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2103 แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2106 ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์แห่งกรุงศรีอยุธยาเพื่อเป็นสักขีพยานกับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหตุ(เวียงจันทร์)ว่าสองประเทศจะไม่สู้รบกันอีก พระธาตุมีรูปทรงสัณฐานคล้ายกับพระธาตุพนมและจะมีงานนมัสการใหญ่ทุกปีช่วงเดือน 6 ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปปางนาคปรกศิลปะธิเบตให้สักการะ 




วัดเนรมิตวิปัสสนา 
วัดเนรมิตวิปัสสนา ตั้งอยู่สูงเด่นบนเนินเขา มีพระอุโบสถและเจดีย์ที่ก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลังที่เกิดจากจินตนาการและออกแบบโดยพระและสามเณร ภายในอุโบสถตกแต่งไว้ตามแบบศิลปะมีพระพุทธชินราชจำลองเป็นพระประธานและหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มได้มรณภาพไปแล้ว และมีภาพจิตรกรรมที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีการจัดแต่งสวนต้นไม้ที่สวยงาม ร่มรื่นและที่สำคัญยังมีต้นไม้ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาคือ “ต้นสาละ” เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ 


พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน 
พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในวัดโพนชัย ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นบ้านเรือนไม้จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเมืองด่านซ้าย นิทรรศการผีตาโขนและสาธิตการทำหน้ากากผีตาโขนและสินค้าของที่ระลึกผีตาโขนในรูปแบบต่างๆ สามารถเข้าชมได้ทุกวันเสาร์-วันอาทิตย์ เปิดเวลา 9:00น. ปิดเวลา 17:00น. 



อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง 
เป็นอ่างเก็บน้ำที่อยู่บนเขาเกิดจากเขื่อนกั้นลำน้ำหมานกับแนวเขาสองลูก ถ้าหากมองจากจุดชมวิวจะมองเห็นอ่างเก็บน้ำเป็นรูปเขากระทิงและมีทัศนียภาพสวยงามของป่าไผ่และภูเขาโอบล้อมทุกด้าน และมีแพของร้านอาหารไว้บริการนักท่องเที่ยวมากมาย 


อุทยานแห่งชาติภูเรือ 
เป็นจุดที่สูงสุดในเขตอุทยานแห่งชาติภูเรือ อยู่สูงประมาณ 1,365 เมตร จากระดับน้ำทะเลเป้นหน้าผาสูงชัน พื้นที่โดยรอบปกคลุมด้วยป่าสนทั้งสนสองใบและสนสามใบสลับกับลานหินธรรมชาติ จากจุดนี้สามารถมองเห็นได้กระทั่งแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงซึ่งกั้นพรมแดนไทย-ลาว นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปนาลาบรรพตซึ่งอัญเชิญมาจากอยุธยาให้นักท่องเที่ยวได้สักการะอีกด้วย 



เชียงคาน 
เป็นเมืองที่สงบติดริมแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านเมืองแห่งนี้ ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเสน่ห์ที่นี่ไม่ได้อยู่ที่บ้านไม่เก่าแก่สองข้างทางและก็ไม่ใช่เพราะร้านขายของที่บรรยากาศสุดชิวล์เพียงอย่างเดียวยังมีเจ้าของบ้านและชาวบ้านที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีและรอยยิ้มที่จริงใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจนชุ่มชื่นและประทับใจกันทั่วหน้า 


แก่งคุดคู้ 
เป็นแก่งหินใหญ่ขวางอยู่กลางลำน้ำโขงประกอบด้วยหินก้อนใหญ่จำนวนมาก จากการที่หินเหล่านี้ได้อยู่ใต้น้ำเป็นเวลานานทำให้หินเหล่านี้มีสีสัน ส่วนตัวแก่งนั้นกว้างเกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง เวลาที่เหมาะจะชมแก่งคุดคู้ที่สุดคือช่วงเดือน กุมภาพันธ์-พฤษาคม ซึ่งเป็นเวลาที่แม่น้ำโขงแห้งจะทำให้เห็นเกาะแก่งชัดเจนและยังมีเรือไว้บริการนักท่องเที่ยวสำหรับพาชมรอบแก่งและวิถีชีวิตตามริมแม่น้ำโขงของประเทศเพื่อนบ้าน 



ขอบคุณพื้นที่บ้านมหาแหล่งสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ดี
ที่มา Chachanat Woodland